2009/Jun/13

 

 

 สวัสดีมิตรรักแฟนหมีโหดทุกท่านค่ะ

 หลังจากเข้าสู่ภาวะอัดแน่นด้วยสาระมาหลายเอนทรี

  เอนทรีนี้เลยขอรีแลกซ์ซักหน่อย....

กับการแนะนำหนังค่ะ

 

 

nana เชื่อว่าหลายๆท่านชอบดูหนัง

และหลายๆท่านก็ชอบฟังและ เล่นดนตรี

 

ไหนๆก็ไหนๆ

เอนทรีหลังจากนี้นี้เราจึงจะจับทั้งหนังและดนตรีมารวมกันซะเลย (ฮ่า)

 

 

เอนทรีนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับหนังดีๆเรื่องนึง

ที่เกี่ยวกับ " ไวโอลิน "

และพิเศษตรงที่ nana หาข้อมูลไวโอลินตัวจริงมาฝากกันด้วยค่ะ

ลองติดตามอ่านกันดูนะคะ

 

 

 

พูดถึงหนังไวโอลินก็คงยากที่จะไม่กล่าวถึงหนังเรื่องนี้

 

 

" THE RED VIOLIN "

 


หนังเรื่อง The Red Violin คงจะผ่านสายตาใครบางคนมาแล้วบ้างเมื่อหลายปีก่อน
 
และหากยังจำได้ ก็นับเป็นหนังที่แปลกทั้งทางอารมณ์ ความคิด และวิธีเล่า
 
 


ในเรื่องนี้ทำให้เราได้รู้ว่า ดนตรีไม่ใช่สิ่งที่มาจากสวรรค์
 
แม้ว่าผู้ที่ฟังเพลงคลาสสิกจะเชื่อเช่นนั้น
 
หากแต่มาจากจิตวิญญาณของมนุษย์เอง
 
มันจึงไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐเลิศเสียทีเดียว บางคราวก็แฝงอยู่ด้วยหายนะ
 
และเมื่อท้ายที่สุดแล้ว
 
จุดจบของแผ่นฟิล์มก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกได้ว่า'การสรรค์สร้าง'
 
หากแต่เป็นการนำเสนอความเป็นมนุษย์และศิลปะ
 
ที่ไม่ต้องอาศัยศรัทธาใดๆ นอกจากความศรัทธาในตนเอง

 

 

 จากนี้จะ spoil ล่ะเด้อ

ใครสนใจอ่าน  กด Ctrl A โลด

หากดูให้ดีแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงแต่ชีวิตของคน เพียงอย่างเดียว

คิดว่าคนทำหนังอาจจะต้องการสะท้อนแนวคิดหรือเอกลักษณ์ของยุคในแต่ละยุคดัง ต่อไปนี้

ในเรื่องย่อยเรื่องแรกของ Red Violinฉากเป็นชนบทและกรุงเวียนนาของออสเตรีย เวลาน่าจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ยุคหลังโมซาร์ต เพราะ คือมีการคาดหวังว่าเจ้าหนู Kaspar Weiss เด็กกำพร้าที่ตัวติดกับไวโอลินอาถรรพ์คันนี้น่าจะกลายเป็น Wunderkind หรือเจ้าเด็กอัจฉริยะ แบบโมซาร์ต ในตอนแรกนี้ยังเป็นยุคดนตรี Baroque หรือดนตรีที่ยังแนบชิดกับศาสนาดังที่จะเห็นได้ว่าไวโอลินไปตกอยู่กับเจ้าหนู ไวสซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่ได้รับการอุปถัมน์จากทางโบสถ์ (มาคิดดูแล้วGirard น่าจะได้แรงบรรดาลใจมาจากชีวิตของ Antonino Vivaldi คีตกวีในยุค Baroque อีกท่านเจ้าของเพลง Four Seasons ที่เป็นนักดนตรีไปพร้อมๆ กับพระผมสีแดงที่มีเครื่องดนตรีหลักคือไวโอลิน) หนังอาจจะต้องการสื่อ การตายของเจ้าหนูไวสส์ที่มาเกิดจากหัวใจล้มเหลว ว่าเปรียบได้ดัง พระสงค์ของพระเจ้าที่มนุษย์ผู้ต่ำต้อยสุดแสนจะเดาได้ยากยิ่ง

สรุปได้ว่าเรื่องแรกเกี่ยวกับศาสนา

เรื่องย่อยที่สองคือ ยุคต่อมาในอังกฤษ น่าจะเป็นปลาย ศตวรรษที่สิบเก้า ถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบไวโอลินสีแดง (และไพ่ยิปซีของยายแก่)ได้พาคนดูติดตามไปดูดนตรีคลาสิคในยุคโรแมนติกนั่นคือ ยุคที่ดนตรีเน้นเรื่องอารมณ์หรือการแสดงออกภายในเป็นหลัก Frederik Pope นักไวโอลินหนุ่มหัวขบถที่เปี่ยมด้วย ความรุนแรงในอารมณ์ดนตรีและเรื่องเพศ การฆ่าตัวตายในตอนท้ายของโป๊ปเป็นสิ่งที่เกิดจากการตัดสินใจและการกระทำของ เขาเองไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไปแบบเจ้าหนูไวสส์

เรื่องที่สองถือได้ว่าเกี่ยวกับปัจเจกชนและอารมณ์

และเพื่อหนังจะได้เป็นสะท้อนโศกนาฏกรรมของของคนทั่วโลกทั้งหมด ไวโอลิน(และไพ่ยิปซีของยายแก่) ก็พาคนดูไปยังประเทศจีน ผ่านคนรับใช้ของโป๊ปที่ยักยอกเอาไวโอลินไปขายยังร้านเซ็งลี้เครื่องดนตรีใน บ้านเกิดเมืองนอนของเขา และเวลาก็ล่วงมาถึงทศวรรษที่ หกสิบ ในช่วงที่ประเทศจีนกำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีโต้โผใหญ่คือนาง เจียงชิงภรรยาของประธานเหมา เจ๋อตงและหลินเปียว ฉากเปิดเรื่องเป็นการเต้นรำของเยาวชนประธานเหมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญท่าน ประธานซึ่งถือว่าฮิตที่สุดในยุคนั้น

ในช่วงนั้นดนตรีคลาสสิกถูกมองว่าเป็นของต่างชาติและของชนชั้นกลางหรือพวกนาย ทุนที่ต้องถูกกำจัดให้หมดไป (ต่อให้อ้างเหมือนในหนังว่าเล่นแต่ Symphony หมายเลย 6 ของ Beethoven ที่สะท้อนถึงชีวิตชนบทหรือกรรมาชีพหรือดนตรีของ Sergei Prokofiev นักดนตรีรัสเซีย ก็ไม่มีใครยอมรับ) นักดนตรีหรือครูสอนดนตรีคลาสสิกจะถูกพวก Red Guard หรือเยาวชนที่ถือเหมาเป็นพระเจ้า(ในเรื่องนี้คือเด็กสาวที่ท่าทางเขื่องๆ) บังคับให้เอาเครื่องดนตรีไปเผา ทุบตีจนตายหรือส่งไปค่ายดัดสันดาน แต่ในเรื่องนี้ครูเพลงได้รับการปกป้องจากเจ้าของไวโอลินสีแดงตัวจริง (ซึ่งก็เป็น Red Guard เหมือนกัน)เลยต้องเอาไวโอลินไปเผาไฟแค่นั้น ซึ่งคนดูก็รู้โดยอัตโนมัติว่าที่ถูกทิ้งในกองไฟไม่ใช่ไวโอลินสีแดง และหนังก็ได้พาคนดูไปยังยุคหลังจากที่เติ้ง เสี่ยวผิงปฏิรูปเปิดประเทศในยุคทศวรรษที่แปดสิบ ที่มีฉากเป็นตึกสูง ๆ ในตอนที่ตำรวจรุดไปตรวจสอบการเสียชีวิตของครูเพลง ส่วนเด็กแว่นซึ่งนั่งฟังเจ้าของไวโอลิน (ซึ่งได้รับเป็นของขวัญจากแม่ของเธอซึ่งเป็นนักดนตรีในทศวรรษที่สามสิบ) เล่น ต่อมาก็กลายเป็นชนชั้นกลางของจีน ที่ร่ำรวยและมาประมูลซื้อไวโอลินสีแดงแข่งกับคนอื่นๆในตอนต้นเรื่อง

เรื่องที่สามถือได้ว่าเกี่ยวกับการเมือง

ในเรื่องย่อยที่สี่ซึ่งเป็นทั้งตอนต้นเรื่อง และปลายเรื่องซึ่งมีตัวเอกที่แสดงโดย Samuel Jackson น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วย การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย ,วิทยาศาสตร์ (การตรวจสอบเนื้อไวโอลิน) และการซื้ออย่างบ้าคลั่งโดยมีสัญลักษณ์คือ การประมูลเครื่องดนตรี (ถึงแม้การประมูลจะมีมานานแล้วแต่ในเรื่องนี้ค่อนข้างจะเข้มข้นอย่างมาก) และเสียดสีพวกที่บ้าศิลปะแต่ไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เช่นตาเฒ่า Ruselsky ที่ประมูลได้ไวโอลินเก๊ๆ ไป และยังเป็นการเฉลยปมว่าสิ่งใดที่ซ่อนเร้นอยู่ในไวโอลิน เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ภรรยาของนายช่าง Bussoti เจ้าของไวโอลินสีแดงตาย (น่าจะอยู่ในช่วงเดียวกับ Antonio Stradivari) และยังให้คนดูไปคิดต่อว่า คนผิวดำ คนนั้นและครอบครัว จะพบกับโศกนาฏกรรมอะไร (ครบพอดี คนขาว เหลือง ดำ)


ความจริงภาพยนตร์เรื่องนี้มีหลายชื่อให้เป็นไปตามพล็อตของเรื่องที่หลายประเภท

 ภาษาเยอรมัน ก็คือ Die Rote Violine

ภาษาฝรั่งเศส คือ Le Violon Rouge

รวมๆ กันก็เป็นไปตามภาษาอังกฤษคือ The Red Violin

หรือแปลแบบไทยตามตัวคือ ไวโอลินสีแดง

ซึ่งคนที่ดำเนินการหนังเรื่องนี้ของเมืองไทยเห็นว่าคงไม่ Work

เพราะฟังคิกขุเหมือนจักรยานสีแดง ที่มอสกับทาทาเล่น

(ใครทันได้ดูแสดงว่าอายุ... อิ อิ)

เลยตั้งชื่อเป็น ไวโอลินเลือด ฟังดูสะเทือนใจกว่า

แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองได้ตั้ง Spoiler แบบระเบิดเวลาไว้

สำหรับผู้ชมที่ช่างสังเกตหน่อย

ก็จะรู้ปมที่หนังต้องการจะให้คนดูรู้สึกอึ้งเหมือนเฉลยไปล่วงหน้าแล้ว

 

http://www.thaidvd2u.com/images/Red-Violin.gif

 

 

สำหรับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ที่ชื่อ Francois Girard

เขากำกับหนังเรื่องนี้ในปี 1998เป็นเรื่องแรกและเรื่องล่าสุด

 

ก่อนหน้านั้นงานของเขาเป็นสารคดีเกี่ยวกับเพลงคลาสสิค

เช่น Yo-Yo Ma Inspired By Bach

สำหรับโยโย มาเป็นนักเชลโล่เชื้อสายจีนแต่เติบโตในอเมริกา

(ว่ากันว่าเป็นนักเชลโล่ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก)

 

อะฮั้นเคยรีวิวเรื่องของโยโย่หม่าไปบ้างแล้วลองจิ้มไปอ่านได้ค่ะ

 9 + 88 = Infinity (จาก Jacqueline Du Pre ถึง YO YO MA )

 

 

และอีกเรื่องคือ Thirty Two Short Films about Glen Gould

ซึ่งเป็นหนังชีวิตของนักเปียโนชื่อดังของโลกคือ Glen Gould

หนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของ Gould

ก็คือ การเล่นเพลง Goldberg Variations ของ Bach

 

 

จึงไม่น่าประหลาดใจว่าจะมีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องย่อยเรื่องแรกของ Red Violin

ที่ลืมไม่ได้คือ Sountrack ของหนังเรื่องนี้โดดเด่นมากจนได้รับรางวัล ออสก้ามากอด

เพราะเป็นเพลงประกอบที่ฟังแล้วแสนเศร้า รู้สึกบาดเจ็บข้างในลึกๆ

แต่งโดยJohn Corigliano ผู้เล่นไวโอลินตัวจริงคือ Joshual Bell

ภายใต้การกำกับโดยEsa-Pekka Salonen

และวง Phiharmonia Orchestra ของอังกฤษ

 

 

 

 

 

หลายๆคนที่เคยดูหนังเรื่องนี้

คงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า

ไวโอลินตัวนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ?

และเรื่องราวในหนังจริงแท้แค่ไหน

 

หลังดูหนังจบ

nana เลยถือโอกาสหาข้อมูลจากอากู๋(เกิ้ล) ผู้ทรงภูมิ

มาฝากทุกท่านกันค่ะ

 

 

 


  Red Violin เป็นภาพยนตร์ที่สร้างด้วยแรงบันดาลใจจาก "the Mendelssohn Stradivari"

สร้างขึ้นเมื่อปี 1720 แล้วไม่นานหลังจากสร้างก็หายสาบสูญไป

ในภาพยนตร์ตอนจบ "the Red Violin" ไปอยู่ในมือเด็กหญิงสาว

 

แต่ในเรื่องจริงเด็กหญิงคนนั้นก็คือ  Elizabeth Pitcairn

ซึ่งตอนที่เธอได้ Mendelssohn Strad นั้นเธออายู 16 แล้วไม่ใช่เด็กอย่างในเรื่อง

ปัจจุบันเธออายุ 33 คุณแม่เธอเป็นนักเชลโลจบจาก Julliard เธอเกิดใน USA

  Mendelssohn Strad โผล่มาสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งหลังจากหายสาบสูญไปในปี 1945

เมื่อนักธุรกิจคนหนึ่งซื้อต่อจากผู้สืบทอดตระกูลของ Mendelssohn ในกรุงเบอร์ลิน

ในปี 1990 ก็ได้ถูกประมูลไปด้วยราคา 1.8 ล้านเหรียญ 

แล้วก็หายไปอีกและทุกคนก็เชื่อว่าถูกประมูลได้ไปโดยใครบางคนในอิหร่าน


 


 

ไวโอลินตัวนี้มีอยู่จริงค่ะชื่อว่า Mendelssohn

และมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Red Mendelssohn

เนื่องจากสีวานิชแดงเข้มของมัน

และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ The Red Violin ” เมื่อปี 1998 

และในประวัติการประมูลของสถาบัน Christie

(ซึ่งสถาบันนี้มีการประมูลไวโอลินชั้นยอดของ Stradivari ถึง 4 ตัวด้วยกัน)

 
Red Violin

 

ไวโอลิน “ Mendelssohn ” สร้างเมื่อปี 1720

ถูกเคาะราคาขายไปในราคา $ 1.8 ล้านเหรียญ ในปี 1990

ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในยุคนั้น

(ซึ่งราคาปัจจุบันนั้นคงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว)

 http://www.elizabethpitcairn.com/images/nytimes_strad_small.jpg

 

  หลังจาก Mendelssohn Strad หายไปจากสายตาชาวโลกในปี 1990

ทุกคนก็มีโอกาสได้เห็นอีกครั้งเมื่อ Elizabeth Pitcairn เล่นคอนเสิร์ตอาชีพครั้งแรกกับ New York String Orchestra ที่ Lincoln Center และในช่วงแรกของอาชีพเธอความสนใจก็แทบจะพุ่งไปที่ไวโอลินของเธอเพราะตอนนั้น ทุกคนก็รู้ชื่อเสียงของไวโอลินคันนี้จากภาพยนตร์ the Red Violin กันหมดแล้ว แต่ไม่นานนักทุกคนก็หันความสนใจมาที่ฝีมือเธอแทนและแทบจะลืม the red Mendelssohn violin ของเธอไปแล้ว

 

In Concert
 

 

ที่นี้มาฟังเรื่องของStrad จากปากเธอเองบ้าง

เธอ เล่าว่าไวโอลินตัวแรกของเธอเป็นไวโอลินเยอรมัน หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนมาเป็น

ไวโอลินอิตาเลี่ยน พอเธออายุ 14 เธอก็ได้ Guadagnini มาใช้ซึ่งในเวลานั้นเธอก็คิดว่าอันนี้คงจะเป็นไวโอลินคู่กายเธอไปตลอดอาชีพ ของเธอ

 


   เรือง ราวมาพลิกผันเมื่อเธออายุ 16 และได้รับโทรศัพท์บอกว่ามี Strad (ไม่ใช่ Mendelssohn Strad) คันหนึ่งราคา 1.4 ล้านเหรียญ เธอรีบบอกแม่ทันที ตอนแรกคิดว่าจะโดนดุแต่ที่ไหนได้คุณแม่เธอจัดการให้ลูกสาวเธอมีโอกาสได้ลอง Strad คันนั้นทันที แต่ปรากฎว่าไม่ปิ๊ง




   ใน ที่สุดคุณแม่ก็ได้ข่าว Mendelssohn Strad จะมีการประมูลที่กรุงลอนดอน ก็บินไปลองทันที(จากเพนซิลเวเนีย) หลังจากได้ลอง Elizabeth Pitcairn ก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง จึงได้โทรศัพท์ไปบอกคุณตา (ปู่???) ผู้ซึ่งค่อนข้างจะมีฐานะ และสั่งให้ Bob James ผู้ซึ่งเป็นทั้งช่างทำคันชักและเพื่อนเป็นคนประมูล
 

   วัน ประมูลเป็นวัน Thanksgiving (วันนี้ของเมื่อ 17 ปีก่อน) Elizabeth ไม่ได้เข้าไปในห้องประมูลด้วย Bob นั่งอยู่หลังสุดของห้องและเข้าไปในห้องประมูลค่อนข้างสาย (ถ้าจำไม่ผิดในภาพยนตร์ก็ถอดออกมาเป๊ะเลย) เมื่อประมูลได้ Bob ก็วิ่งออกมาจากห้องประมูลซึ่งมีนักข่าววิ่งมาเป็นพรวนแล้วถามว่าคุณมาจาก ประเทศไหน แต่เนื่องจากทุกคนต้องการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ Bob จึงตะโกนตอบนักข่าวไปว่า "อิหร่าน" เป็นที่มาของข่าวลือหลังปี1990




   จากวันนั้นเป็นต้นมา Mendelssohn Strad ก็เป็นคู่มือของ Elizabeth Pitcairn วัย 16 ปีมาตลอดโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็น Strad
 


   เธอเป็นคนที่สามนับจาก Joshoa Bell และ Brian Lewis ที่ได้เล่น the Red Violin Chaconne (Corigliano)

 

 

 


 

 


 

 

 

 

  TIPS : ไวโอลินอะไร ทำไมแพงจัง?

 

               สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมไวโอลินสตราดิวาเรียส และ ไวโอลินกวาเนเรียส ที่สร้างสรรค์งานโดยศิลปินช่างทำเครื่องดนตรีชื่อดังชาวอิตาลี 2 คน คือ อันโตนิโอ สตราดิวารี และกุยเซปเป้ เดล เกซู ถึงมีเสียงไพเราะเพราะพริ้ง แม้เวลาจะผ่านเนิ่นนานถึง 300 ปี

นายแพทย์บีเรนด์ สโตล จากมหาวิทยาลัยเลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ และนายเทอรี่ บอร์แมน ศิลปินช่างทำไวโอลินจากสหรัฐ จึงร่วมกันหาคำตอบ โดยพบว่า สาเหตุที่ไวโอลินสตราดิวาเรียสมีเสียงหวานเจื้อยแจ้ว ก็เพราะใช้ไม้ที่มีความแน่แน่นเป็นพิเศษทำ

จากการใช้เครื่องซีที สแกนไวโอลินโบราณของสตราดิวารีและเดล เกซู 5 ชิ้น รวมทั้งไวโอลินสมัยใหม่ 7 ชิ้น โดยสแกนจากทุกๆ มุมของไวโอลิน พบว่า แม้ความหนาแน่นของเนื้อไม้ของไวโอลินทั้ง 2 ยุคจะเท่ากัน แต่ไวโอลินโบราณที่มีราคาแพงเป็นล้านดอลลาร์ มีความหนาแน่นของเนื้อไม้สม่ำเสมอ ไม่เหมือนกับไวโอลินสมัยใหม่ที่ความหนาแน่นของเนื้อไม้ไม่เท่ากัน เป็นไปได้ว่า เนื้อไม้เมเปิ้ลและไม้สปรูซที่สตราดิวารีและเดล เกซู ใช้ มีความเจริญเติบโตแตกต่างไปจากไม้ในปัจจุบัน ส่วนอีก 2 สาเหตุก็คือ การรักษาไวโอลินที่ดี รวมทั้งอายุของไวโอลินที่มากขึ้นคือถึง 300 ปี อาจทำให้เนื้อไม้แกร่งขึ้น

สตราดิวารีเกิดเมื่อค.ศ 1644 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1737 เป็นช่างทำเครื่องดนตรีหลายชนิด ทั้ง ไวโอลิน เชลโล่ ฮาร์พ กีตาร์ เป็น 1 ใน 2 ช่างที่ทำไวโอลินที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งอีกคนหนึ่งที่มีความสามารถทัดเทียมกันคือเดล เกซู เมื่อ 2 ปีที่แล้วห้างคริสตี้ทำการประมูลไวโอลินชื่อ "เดอะ แฮมเมอร์" ของสตราดิวารี ได้เงินถึง 3,544,000 เหรียญ หรือ 120 ล้านบาท นับเป็นเครื่องดนตรีที่แพงที่สุดในโลก

ส่วน เดล เกซู เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1698 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1744 มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงใช้ไวโอลินของเดล เกซู หลายคน

 

 CREDIT : http://www.pantown.com/board.php?id=13220&area=4&name=board14&topic=3964&action=view

 
 

 

 

ใครที่สนใจก็ลองไปหาหนังเรื่องนี้มายลนะคะ

เป็นหนังดนตรีดูสนุกอีกเรื่องที่ไม่น่าพลาด

อะฮั้นขอรีวิวเนื้อหาแต่เพียงเล็กน้อย

อาจจะไม่ครบถ้วนกระบวนความ

(เน้นไปทางเรื่องไวโอลินซะมากกว่า)

ทุกท่านช่วยแนะนำเพิ่มเติมมาได้เลยนะคะ

ขอบคุณค่า

 

nana

 

 

 

ปอลอ.
  • สวัสดีวันที่ 13 ค่ะ
  • แอบไม่อยู่ 1 วันเลยไม่ได้มาอัพบล๊อกทำให้อาทิตย์นี้อัพไม่ได้ตามเป้าอีกแล้ว TTwTT
  • ยังไงฝากรดน้ำต้นไม้ให้ออกเป็นเจ้าสไมลลี่ทีนะคะ (ได้ข่าวว่าแรนดอมเอา แฮร่)
 
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
The Red Violin ชื่อไทยน่ากลัว
#1  by  HineyHelsinki At 2009-06-13 02:34, 
เรื่องนี้เราก้ซื้อมาดูแล้ว โปรดปรานเป็นที่สุด ทั้งที่เล่นไวโอลินไม่เป็น แต่ก็มีไฟขึ้นมาเลย
#2  by  yuuii At 2009-06-13 02:38, 
วันอาทิตย์ไวโอลินสีแดง
วันจันทร์ไวโอลินสีเหลือง
วันอังคารไวโอลินสีชมพู
วันพุธไวโอลินสีเขียว
......................................


#3  by  ars_magna At 2009-06-13 07:00, 
รดน้ำนะคะbig smile
#4  by  V@R At 2009-06-13 08:08, 
โห่ แสกนไวโอลิน

แปลว่ายิ่งเก่ายิ่งขลังสินะคะcry
#5  by  Variety-Phet At 2009-06-13 08:10, 
ยังไม่เคยดูsad smile
#6  by  wesong At 2009-06-13 08:11, 
พอแปลเป็นไทยแล้วสยองขึ้นมาเลยนะเนี่ย
เฮ้อ........ภาษไทยเป็นเหตุsad smile
#7  by  solapolo At 2009-06-13 08:21, 
อื๊มม ข้อมูลเพียบHot!
#8  by  PUMP201 At 2009-06-13 08:33, 
เอ๊ะ ชื่อไทยแอบน่ากลัว sad smile
#9  by  eVeZaa At 2009-06-13 10:58, 
แพงจังsad smile
#10  by  alienboon At 2009-06-13 11:35, 
>_< ไวโอลินแพงๆ เสียงดีจริงๆนะ
#11  by  Elta_kung At 2009-06-13 12:43, 
สวัสดีวันที่ 13 เขอะ
ชอบเสียงไวโอลินมาก
#12  by  Urza ชาลันล่าห์ At 2009-06-13 12:48, 
เรื่องนี้น่าดูจริง ๆ ค่ะ
อยากเล่น Violin อะ แต่เคยลองแล้ว
ยังเล่นไม่ได้เลย เศร้าจัง อิอิ
surprised smile big smile
#13  by  GoddessIsis At 2009-06-13 13:02, 
บร้าจ้าววววว Hot! Hot!
#14  by  ~Lemon~cicerO~ At 2009-06-13 13:29, 
ราคา
#15  by   At 2009-06-13 16:41, 
ช่วงนี้พี่nana ชอบไวโอลิน
#16  by  namnampai At 2009-06-13 16:58, 
ไม่เคยดูครับเรื่องนี้น่าจะหามาดูbig smile
#17  by  iQ180 At 2009-06-13 17:44, 
ความรู้ใหม่เลยนะเนี่ยconfused smile
(มีการใช้เครื่องซีทีแสกนด้วยแฮะ)
#18  by  toma At 2009-06-13 20:16, 
ไว้หาเหยื่อมาทำฮาวทูได้ก่อนนะฮะ
คงจะได้เห็นรูปแน่นอน ฮ่าๆsad smile
#19  by  ♪ ZEASonal At 2009-06-13 21:44, 
ผมยังไม่เคยดูแฮะ... sad smile
เดี๋ยวจะลองถาม ๆ เพื่อนว่ามีหนังเรื่องนี้ไหมจะยืมมาดู...
(เอิ่ม... ไม่ค่อยลงทุนเท่าไหร่)

ป.ล. มารดน้ำให้ครับ ฮะ ๆ big smile
#20  by  Imaglelio At 2009-06-14 01:37, 

<< Home


Free chat widget @ ShoutMix
poupeegirl fashion brand community