สวัสดีมิตรรักแฟนหมีโหดทุกท่านค่ะ
หลังจากเข้าสู่ภาวะอัดแน่นด้วยสาระมาหลายเอนทรี
เอนทรีนี้เลยขอรีแลกซ์ซักหน่อย....
กับการแนะนำหนังค่ะ
nana เชื่อว่าหลายๆท่านชอบดูหนัง
และหลายๆท่านก็ชอบฟังและ เล่นดนตรี
ไหนๆก็ไหนๆ
เอนทรีหลังจากนี้นี้เราจึงจะจับทั้งหนังและดนตรีมารวมกันซะเลย (ฮ่า)
เอนทรีนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับหนังดีๆเรื่องนึง
ที่เกี่ยวกับ " ไวโอลิน "
และพิเศษตรงที่ nana หาข้อมูลไวโอลินตัวจริงมาฝากกันด้วยค่ะ
พูดถึงหนังไวโอลินก็คงยากที่จะไม่กล่าวถึงหนังเรื่องนี้
" THE RED VIOLIN "
หนังเรื่อง The Red Violin คงจะผ่านสายตาใครบางคนมาแล้วบ้างเมื่อหลายปีก่อน
ในเรื่องนี้ทำให้เราได้รู้ว่า ดนตรีไม่ใช่สิ่งที่มาจากสวรรค์
จากนี้จะ spoil ล่ะเด้อ
ใครสนใจอ่าน กด Ctrl A โลด
หากดูให้ดีแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงแต่ชีวิตของคน เพียงอย่างเดียว
คิดว่าคนทำหนังอาจจะต้องการสะท้อนแนวคิดหรือเอกลักษณ์ของยุคในแต่ละยุคดัง
ต่อไปนี้
ในเรื่องย่อยเรื่องแรกของ Red
Violinฉากเป็นชนบทและกรุงเวียนนาของออสเตรีย เวลาน่าจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่
17-18 ยุคหลังโมซาร์ต เพราะ คือมีการคาดหวังว่าเจ้าหนู Kaspar Weiss
เด็กกำพร้าที่ตัวติดกับไวโอลินอาถรรพ์คันนี้น่าจะกลายเป็น Wunderkind
หรือเจ้าเด็กอัจฉริยะ แบบโมซาร์ต ในตอนแรกนี้ยังเป็นยุคดนตรี Baroque
หรือดนตรีที่ยังแนบชิดกับศาสนาดังที่จะเห็นได้ว่าไวโอลินไปตกอยู่กับเจ้าหนู
ไวสซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่ได้รับการอุปถัมน์จากทางโบสถ์ (มาคิดดูแล้วGirard
น่าจะได้แรงบรรดาลใจมาจากชีวิตของ Antonino Vivaldi คีตกวีในยุค Baroque
อีกท่านเจ้าของเพลง Four Seasons ที่เป็นนักดนตรีไปพร้อมๆ
กับพระผมสีแดงที่มีเครื่องดนตรีหลักคือไวโอลิน) หนังอาจจะต้องการสื่อ
การตายของเจ้าหนูไวสส์ที่มาเกิดจากหัวใจล้มเหลว ว่าเปรียบได้ดัง
พระสงค์ของพระเจ้าที่มนุษย์ผู้ต่ำต้อยสุดแสนจะเดาได้ยากยิ่ง
สรุปได้ว่าเรื่องแรกเกี่ยวกับศาสนา
เรื่องย่อยที่สองคือ ยุคต่อมาในอังกฤษ น่าจะเป็นปลาย ศตวรรษที่สิบเก้า
ถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบไวโอลินสีแดง
(และไพ่ยิปซีของยายแก่)ได้พาคนดูติดตามไปดูดนตรีคลาสิคในยุคโรแมนติกนั่นคือ
ยุคที่ดนตรีเน้นเรื่องอารมณ์หรือการแสดงออกภายในเป็นหลัก Frederik Pope
นักไวโอลินหนุ่มหัวขบถที่เปี่ยมด้วย ความรุนแรงในอารมณ์ดนตรีและเรื่องเพศ
การฆ่าตัวตายในตอนท้ายของโป๊ปเป็นสิ่งที่เกิดจากการตัดสินใจและการกระทำของ
เขาเองไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไปแบบเจ้าหนูไวสส์
เรื่องที่สองถือได้ว่าเกี่ยวกับปัจเจกชนและอารมณ์
และเพื่อหนังจะได้เป็นสะท้อนโศกนาฏกรรมของของคนทั่วโลกทั้งหมด
ไวโอลิน(และไพ่ยิปซีของยายแก่) ก็พาคนดูไปยังประเทศจีน
ผ่านคนรับใช้ของโป๊ปที่ยักยอกเอาไวโอลินไปขายยังร้านเซ็งลี้เครื่องดนตรีใน
บ้านเกิดเมืองนอนของเขา และเวลาก็ล่วงมาถึงทศวรรษที่ หกสิบ
ในช่วงที่ประเทศจีนกำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีโต้โผใหญ่คือนาง
เจียงชิงภรรยาของประธานเหมา เจ๋อตงและหลินเปียว
ฉากเปิดเรื่องเป็นการเต้นรำของเยาวชนประธานเหมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญท่าน
ประธานซึ่งถือว่าฮิตที่สุดในยุคนั้น
ในช่วงนั้นดนตรีคลาสสิกถูกมองว่าเป็นของต่างชาติและของชนชั้นกลางหรือพวกนาย
ทุนที่ต้องถูกกำจัดให้หมดไป (ต่อให้อ้างเหมือนในหนังว่าเล่นแต่ Symphony
หมายเลย 6 ของ Beethoven ที่สะท้อนถึงชีวิตชนบทหรือกรรมาชีพหรือดนตรีของ
Sergei Prokofiev นักดนตรีรัสเซีย ก็ไม่มีใครยอมรับ)
นักดนตรีหรือครูสอนดนตรีคลาสสิกจะถูกพวก Red Guard
หรือเยาวชนที่ถือเหมาเป็นพระเจ้า(ในเรื่องนี้คือเด็กสาวที่ท่าทางเขื่องๆ)
บังคับให้เอาเครื่องดนตรีไปเผา ทุบตีจนตายหรือส่งไปค่ายดัดสันดาน
แต่ในเรื่องนี้ครูเพลงได้รับการปกป้องจากเจ้าของไวโอลินสีแดงตัวจริง
(ซึ่งก็เป็น Red Guard เหมือนกัน)เลยต้องเอาไวโอลินไปเผาไฟแค่นั้น
ซึ่งคนดูก็รู้โดยอัตโนมัติว่าที่ถูกทิ้งในกองไฟไม่ใช่ไวโอลินสีแดง
และหนังก็ได้พาคนดูไปยังยุคหลังจากที่เติ้ง
เสี่ยวผิงปฏิรูปเปิดประเทศในยุคทศวรรษที่แปดสิบ ที่มีฉากเป็นตึกสูง ๆ
ในตอนที่ตำรวจรุดไปตรวจสอบการเสียชีวิตของครูเพลง
ส่วนเด็กแว่นซึ่งนั่งฟังเจ้าของไวโอลิน
(ซึ่งได้รับเป็นของขวัญจากแม่ของเธอซึ่งเป็นนักดนตรีในทศวรรษที่สามสิบ)
เล่น ต่อมาก็กลายเป็นชนชั้นกลางของจีน
ที่ร่ำรวยและมาประมูลซื้อไวโอลินสีแดงแข่งกับคนอื่นๆในตอนต้นเรื่อง
เรื่องที่สามถือได้ว่าเกี่ยวกับการเมือง
ในเรื่องย่อยที่สี่ซึ่งเป็นทั้งตอนต้นเรื่อง
และปลายเรื่องซึ่งมีตัวเอกที่แสดงโดย Samuel Jackson
น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วย
การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย ,วิทยาศาสตร์ (การตรวจสอบเนื้อไวโอลิน)
และการซื้ออย่างบ้าคลั่งโดยมีสัญลักษณ์คือ การประมูลเครื่องดนตรี
(ถึงแม้การประมูลจะมีมานานแล้วแต่ในเรื่องนี้ค่อนข้างจะเข้มข้นอย่างมาก)
และเสียดสีพวกที่บ้าศิลปะแต่ไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เช่นตาเฒ่า Ruselsky
ที่ประมูลได้ไวโอลินเก๊ๆ ไป
และยังเป็นการเฉลยปมว่าสิ่งใดที่ซ่อนเร้นอยู่ในไวโอลิน
เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ภรรยาของนายช่าง Bussoti เจ้าของไวโอลินสีแดงตาย
(น่าจะอยู่ในช่วงเดียวกับ Antonio Stradivari) และยังให้คนดูไปคิดต่อว่า
คนผิวดำ คนนั้นและครอบครัว จะพบกับโศกนาฏกรรมอะไร (ครบพอดี คนขาว เหลือง
ดำ)
ความจริงภาพยนตร์เรื่องนี้มีหลายชื่อให้เป็นไปตามพล็อตของเรื่องที่หลายประเภท
ภาษาเยอรมัน ก็คือ Die Rote Violine
ภาษาฝรั่งเศส คือ Le Violon Rouge
รวมๆ กันก็เป็นไปตามภาษาอังกฤษคือ The Red Violin
หรือแปลแบบไทยตามตัวคือ ไวโอลินสีแดง
ซึ่งคนที่ดำเนินการหนังเรื่องนี้ของเมืองไทยเห็นว่าคงไม่ Work
เพราะฟังคิกขุเหมือนจักรยานสีแดง ที่มอสกับทาทาเล่น
(ใครทันได้ดูแสดงว่าอายุ... อิ อิ)
เลยตั้งชื่อเป็น ไวโอลินเลือด ฟังดูสะเทือนใจกว่า
แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองได้ตั้ง Spoiler แบบระเบิดเวลาไว้
สำหรับผู้ชมที่ช่างสังเกตหน่อย
ก็จะรู้ปมที่หนังต้องการจะให้คนดูรู้สึกอึ้งเหมือนเฉลยไปล่วงหน้าแล้ว
สำหรับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ที่ชื่อ Francois Girard
เขากำกับหนังเรื่องนี้ในปี 1998เป็นเรื่องแรกและเรื่องล่าสุด
ก่อนหน้านั้นงานของเขาเป็นสารคดีเกี่ยวกับเพลงคลาสสิค
เช่น Yo-Yo Ma Inspired By Bach
สำหรับโยโย มาเป็นนักเชลโล่เชื้อสายจีนแต่เติบโตในอเมริกา
(ว่ากันว่าเป็นนักเชลโล่ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก)
อะฮั้นเคยรีวิวเรื่องของโยโย่หม่าไปบ้างแล้วลองจิ้มไปอ่านได้ค่ะ
9 + 88 = Infinity (จาก Jacqueline Du Pre ถึง YO YO MA )
และอีกเรื่องคือ Thirty Two Short Films about Glen Gould
ซึ่งเป็นหนังชีวิตของนักเปียโนชื่อดังของโลกคือ Glen Gould
หนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของ Gould
ก็คือ การเล่นเพลง Goldberg Variations ของ Bach
จึงไม่น่าประหลาดใจว่าจะมีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องย่อยเรื่องแรกของ Red Violin
ที่ลืมไม่ได้คือ Sountrack ของหนังเรื่องนี้โดดเด่นมากจนได้รับรางวัล ออสก้ามากอด
เพราะเป็นเพลงประกอบที่ฟังแล้วแสนเศร้า รู้สึกบาดเจ็บข้างในลึกๆ
แต่งโดยJohn Corigliano ผู้เล่นไวโอลินตัวจริงคือ Joshual Bell
ภายใต้การกำกับโดยEsa-Pekka Salonen
และวง Phiharmonia
Orchestra ของอังกฤษ
หลายๆคนที่เคยดูหนังเรื่องนี้
คงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
ไวโอลินตัวนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ?
และเรื่องราวในหนังจริงแท้แค่ไหน
หลังดูหนังจบ
nana เลยถือโอกาสหาข้อมูลจากอากู๋(เกิ้ล) ผู้ทรงภูมิ
มาฝากทุกท่านกันค่ะ
Red Violin เป็นภาพยนตร์ที่สร้างด้วยแรงบันดาลใจจาก "the Mendelssohn Stradivari"
สร้างขึ้นเมื่อปี 1720 แล้วไม่นานหลังจากสร้างก็หายสาบสูญไป
ในภาพยนตร์ตอนจบ "the Red Violin" ไปอยู่ในมือเด็กหญิงสาว
แต่ในเรื่องจริงเด็กหญิงคนนั้นก็คือ Elizabeth Pitcairn
ซึ่งตอนที่เธอได้ Mendelssohn Strad นั้นเธออายู 16 แล้วไม่ใช่เด็กอย่างในเรื่อง
ปัจจุบันเธออายุ 33
คุณแม่เธอเป็นนักเชลโลจบจาก Julliard เธอเกิดใน USA
Mendelssohn Strad โผล่มาสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งหลังจากหายสาบสูญไปในปี 1945
เมื่อนักธุรกิจคนหนึ่งซื้อต่อจากผู้สืบทอดตระกูลของ Mendelssohn ในกรุงเบอร์ลิน
ในปี 1990 ก็ได้ถูกประมูลไปด้วยราคา 1.8 ล้านเหรียญ
แล้วก็หายไปอีกและทุกคนก็เชื่อว่าถูกประมูลได้ไปโดยใครบางคนในอิหร่าน
ไวโอลินตัวนี้มีอยู่จริงค่ะชื่อว่า “ Mendelssohn ”
และมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ” Red Mendelssohn ”
เนื่องจากสีวานิชแดงเข้มของมัน
และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ The Red Violin ” เมื่อปี 1998
และในประวัติการประมูลของสถาบัน Christie
(ซึ่งสถาบันนี้มีการประมูลไวโอลินชั้นยอดของ Stradivari ถึง 4 ตัวด้วยกัน)
ไวโอลิน “ Mendelssohn ” สร้างเมื่อปี 1720
ถูกเคาะราคาขายไปในราคา $ 1.8 ล้านเหรียญ ในปี 1990
ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในยุคนั้น
(ซึ่งราคาปัจจุบันนั้นคงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว)
จากวันนั้นเป็นต้นมา Mendelssohn Strad ก็เป็นคู่มือของ Elizabeth Pitcairn วัย 16 ปีมาตลอดโดยไม่มีใครรู้ว่าเป็น Strad |
|
|
CREDIT :
TIPS : ไวโอลินอะไร ทำไมแพงจัง?
สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมไวโอลินสตราดิวาเรียส และ ไวโอลินกวาเนเรียส
ที่สร้างสรรค์งานโดยศิลปินช่างทำเครื่องดนตรีชื่อดังชาวอิตาลี 2 คน คือ
อันโตนิโอ สตราดิวารี และกุยเซปเป้ เดล เกซู ถึงมีเสียงไพเราะเพราะพริ้ง
แม้เวลาจะผ่านเนิ่นนานถึง 300 ปี ส่วน เดล เกซู เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1698 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1744 มีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงใช้ไวโอลินของเดล เกซู หลายคน
CREDIT : http://www.pantown.com/board.php?id=13220&area=4&name=board14&topic=3964&action=view |
|
ใครที่สนใจก็ลองไปหาหนังเรื่องนี้มายลนะคะ
เป็นหนังดนตรีดูสนุกอีกเรื่องที่ไม่น่าพลาด
อะฮั้นขอรีวิวเนื้อหาแต่เพียงเล็กน้อย
อาจจะไม่ครบถ้วนกระบวนความ
(เน้นไปทางเรื่องไวโอลินซะมากกว่า)
ทุกท่านช่วยแนะนำเพิ่มเติมมาได้เลยนะคะ
ขอบคุณค่า
nana
- สวัสดีวันที่ 13 ค่ะ
- แอบไม่อยู่ 1 วันเลยไม่ได้มาอัพบล๊อกทำให้อาทิตย์นี้อัพไม่ได้ตามเป้าอีกแล้ว TTwTT
- ยังไงฝากรดน้ำต้นไม้ให้ออกเป็นเจ้าสไมลลี่ทีนะคะ (ได้ข่าวว่าแรนดอมเอา แฮร่)