2010/Apr/07

 
 
 
 วันนี้คุณ mukoman เข้าเวบไวโอลินตามปกติ
 
 
 
แล้วจู่ๆก็ส่งลิงค์นึงมาให้....จั่วหัวไว้ว่า
 
 
 
 
 
ขอไว้อาลัยจากการจากไปของบุคคลสำคัญ
 
ศิลปินและผู้บุกเบิกไวโอลินของประเทศไทย
 
 
 
 
 
 
 จึงคลิ๊กเข้าไปดู...
 
 
 
ปรากฏว่าเป็นข่าวที่น่าเศร้าอย่างยิ่งค่ะ
 
 
ที่เราเสียบุคคลอันมีคุณค่าทั้งด้านศิลปะและดนตรีไปอย่างไม่มีวันกลับ
 
 
 
http://www.bloggang.com/data/haiku/picture/1195107998.jpg
 
อ.อวบ  สาณะเสน
 
 
ขอให้ท่านสู่สุขคติค่ะ..
 
 
 
nana  ได้่รู้จักท่านจากหนังสือ อ.ศิลป์ พีระศรี ของคณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร
 
ทราบประวัติว่าท่านเป็นลูกศิษย์ของ อ.ศิลป์ และมีผลงานศิลปะที่งดงามมากมาย
 
จนคุณ mukoman มาเล่นไวโอลินจึงได้สนใจหาข้อมูล
 
จึงทราบเพิ่มมาอีกว่าท่านเป็นผู้บุกเบิกและมีความสามารถทางด้านไวโอลินอย่างน่ายกย่อง
 
ตลอดจนงานเขียนรูปไวโอลินของท่านก็งดงามไร้ที่ติ
 

 
ภาพเขียน  Antonio Stradivari พิจารณาซอ  ฝีมือ อ.อวบ
 
 
 
 
 เนื่องในโอกาสที่ท่านจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
 
จึงขอนำบทความเกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวของท่านมาเล่าขานต่อค่ะ
 
 
 
 
 
 
------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 

อวบเป็นลูกศิษย์ที่ ศ.ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งวงการศิลปะไทยสมัยใหม่ ได้ให้ความไว้วางใจในฝีมือ

และพื้นฐานความรู้ถึงขนาดมอบหมายให้เป็นอาจารย์ พิเศษที่โรงเรียนศิลปศึกษา (วิทยาลัยช่างศิลป)

และที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในขณะที่เขายังเป็นเพียงแค่นักศึกษาจิตรกรรมปีที่ 4 เท่านั้น

จากผลงานที่เคยได้รับรางวัลเหรียญทองแดง(จิตรกรรม) ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ

แล้วหากใครถามเขาว่าสนใจศิลปะมาตั้งแต่เมื่อไร?...ก็จะได้คำตอบว่า

ผมจำได้ว่าขีดๆเขียนๆ ผนังบ้านมาตั้งแต่สามสี่ขวบ...

 

 

โดยผู้มีอิทธิพลทางศิลปะคนแรกในชีวิตของอวบก็คือบิดานั่นเอง

ซึ่งเป็นนักไวโอลินที่มีลูกศิษย์ลูกหาหลายคน และเป็นช่างภาพฝีมือดีที่ชนะการประกวดมากมาย

ตั้งแต่วัยเยาว์ อวบ หมั่นฝึกฝนทักษะด้านศิลปะมาโดยตลอด ระหว่างเป็นนักเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

ซึ่งมีเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกัน ชื่อ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อวบรับอาสาเขียนโปสเตอร์เชียร์ฟุตบอลโรงเรียน

ออกแบบหนังสือและเขียนภาพประกอบในหนังสือพิมพ์ประเภท ใต้ดิน ของห้องคัดลอกลายไทย

และภาพรามเกียรติ์จากวัดพระแก้วขายให้นักท่องเที่ยว ฯลฯ

 

และด้วยฝีมือการวาดเขียนที่สั่งสมมา อวบก็ได้สอบเข้าโรงเรียนศิลปศึกษาจนจบหลักสูตร 2 ปี

ทำคะแนนได้ดีพอที่จะมีสิทธิศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม-ประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยไม่ต้องสอบเข้า เขาจึงไปเป็นนักศึกษารุ่นที่13 ของคณะ จนจบหลักสูตรเต็ม 5 ปี เมื่อ พ.ศ. 2505

และได้รับพระราชทานปริญญาตรี (จิตรกรรม) ก่อนที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี จะเสียชีวิตได้ไม่นาน

 

 

อวบกล่าวถึงอาจารย์ศิลป์ว่า ถ้าไม่ได้ท่านผมคงทำไม่ได้เท่านี้

ท่านเป็นผู้สอนให้ผมเข้าใจถึงศิลปะหลายๆ แขนง ไม่ว่าเป็นด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี การละคร

แม้กระทั่งศาสนาและปรัชญาที่เกี่ยวข้อง ท่านสอนหมด ถ้าจะย้อนไปดูผลงานภาพเขียน

และงานศิลปะอื่นๆของอวบแล้ว ก็จะพบว่ามีอิทธิพลจากคำสอนของ อ.ศิลป์ไม่น้อยเลย

วิชาหลักที่เขาศึกษากับท่าน ได้แก่ ศิลปะคลาสสิกศิลปะอิตาเลียนสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance)

และเมื่อรวมกับความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับและศิลปะไทย

อวบสามารถผสมผสานการใช้ เทคนิค กฎเกณฑ์ และกลิ่นอายจากศิลปะของทั้งสองวัฒนธรรม

ได้อย่างกลมกลืนและงดงาม

 

 

เทคนิคในการเขียนสีประเภทสีฝุ่น สีน้ำมัน สิ่งที่อวบให้ความสำคัญมากในการขวนขวายและฝึกฝน

ให้เกิดความชำนาญ ศิลปะไม่ใช่เรื่องง่ายๆต้องมีการศึกษา

ต้องเรียนและหมั่นสังเกตสิ่งต่างๆ ให้ละเอียด และการเรียนศิลปะก็ต้องเรียนทั้งชีวิต

คือไปไหนเราต้องสังเกตตลอด อวบกล่าว

 

 

จนถึงขณะนี้ในวัย72 ปี อวบ สาณะเสน ได้อุทิศตนและเข้าไปคลุกคลีและรับใช้วงการศิลปะ

และวัฒนธรรมของเมืองไทยอย่าง ต่อเนื่อง

ปี2521 อวบ และ ภรรยา วิสุตา สาณะเสน ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์

โดย ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ได้จัดตั้งและเป็นผู้ดำเนินงานศูนย์ศิลปะนวลนาง

ในซอยอรรถการประสิทธิ์อยู่ใกล้ๆ กับหอศิลป์ พีระศรี ถนนสาทร เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ศิลปินทั้งหลาย

ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาเยี่ยมชม ศึกษา สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

และร่วมกิจกรรมอันส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม

จนถึงกระทั่งทุกวันนี้ อวบและวิสุตา ซึ่งย้ายบ้านไปอยู่ที่ จ.เชียงใหม่

ก็ยังยินดีเปิด บ้านคำอูน ที่อ.แม่ริม ต้อนรับผู้เยี่ยมเยียนที่มีความสนใจเกี่ยวกับงานศิลปะ

ด้วยความอบอุ่นเสมอ

 

 

และเมื่อหลายปีก่อนในขณะที่มีกระแสว่า การขายงานศิลปะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและน่าละอาย

อวบเคยให้คำสัมภาษณ์สะท้านวง การว่า แรงบันดาลใจในการทำงานของเขาก็คือ เงิน

เขาเห็นว่าอันที่จริงแล้วศิลปินก็เหมือนกับคนอาชีพอื่นๆงานที่ทำเป็นสิ่งที่ ทำให้มีชีวิตอยู่รอด

แต่หากวิเคราะห์คำตอบให้ลึกซึ้งก็จะเห็นได้ว่าอวบต้องการกระตุ้นให้คนทั่วไป เข้าใจศิลปินได้ถูกต้อง

และไม่มองศิลปะในแง่ที่เลอเลิศจนเกินไป เพราะเขามีความเชื่อพื้นฐานว่า

ศิลปะและสังคมต้องพึ่งพาอาศัยและมีบทบาทร่วมกัน

ระหว่างศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานกับประชาชนผู้รับชม ควรมีปฏิกิริยาตอบโต้กันอย่างแน่นแฟ้น

หากผู้ชมขาดความเข้าใจ ไม่ชื่นชม และที่สำคัญ ความศรัทธาในคุณค่าของงานศิลปะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ควรมีใครสักคนดึงศิลปะลงมาให้คนทั่วไปเข้าถึงได้

คนที่บอกว่างานขายต้องเป็นงานตลาดนั้น เหมือนไม่เข้าใจงานศิลปะว่าแท้จริงมันคืออะไร

สักแต่จะขายเพียงอย่างเดียว แล้วผลิตสินค้าที่เลวที่สุด ผมทำงานขายผมจะทำงานที่ดีที่สุดเท่านั้น

เพราะว่างานขายก็ต้องเป็นงานที่เราคิดว่าเป็นผลงานศิลปะที่ดีที่สุดชิ้น หนึ่งเช่นกัน อวบ กล่าว

 

 
 
 
 
 
 
 
------------------------------------------------------------------------
 
 
 
ภาพถ่ายอ.ศิลป์ โดยอ.อวบ  ...











 
นี่น่าจะเป็นภาพอ.ศิลป์ ชุดแรกๆที่ถ่ายอย่างจริงจังโดยฝีมือลูกศิษฐ์ของท่าน
 
ภาพถ่ายครู บุคคลที่ทำให้เกิดมหาลัยศิลปากร

วลีของอ.ศิลป์ที่ควรจดจำและใช้ในการสอนตัวเองเสมอ
 
 

“ นาย ถ้าฉันตาย นายนึกถึงฉัน นายไม่ต้องทำอะไร นายทำงาน ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 ------------------------------------------------------------------------
 
 
 
เนื่องในโอกาสพิเศษที่ อาจารย์อวบ  สาณะเสน  จิตรกรภาพสีน้ำมันผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ทั้งเป็นผู้ที่ชื่นชอบการเล่นไวโอลิน มีอายุครบ 72 ปี จึงได้มีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปกรรมที่สำคัญของ อาจารย์อวบ สาณะเสน ที่ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ ถนนผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 26.11.2007 - 31.1.2008
 

คำนิยม โดย อาจาย์จักรพันธ์ โปษยกฤต

ข้าพเจ้ารู้จัก อาจารย์อวบ สาณะเสน มาตั้งแต่เด็ก ด้วยได้เห็นฝีมือท่านเขียนภาพประกอบคอลัมน์ในหนังสือ "กระดึงทอง" รายเดือน เป็นรูปมือเกร็ง ๆ ถือคันชักไวโอลินบ้าง เป็นรูปคนตัวผอมนั่งงอก่องอขิงบ้าง เป็นรูปต้นไม้เหี่ยว ๆ เหงา ๆ เศร้า ๆ บ้าง ข้าพเจ้าติดใจรูปเหล่านี้ และคอยเฝ้าติดตามดูว่า เมื่อไรจะมีรูปใหม่ ๆ อะไรมาให้ดูอีก

กระทั่งข้าพเจ้า ได้เข้าเรียนในคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร สมัยนั้นห้องเรียนทั้งวิชาช่างและวิชาสามัญของนักศึกษาปี ๑ คณะจิตรกรรมฯ อยู่ชั้นล่างสุด ชั้นบนอีกสามชั้นเป็นห้องเรียนของนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ ปี ๑ - ปี ๒ - ปี ๓ - ปี ๔

ข้าพเจ้าได้พบ กับอาจารย์อวบ สาณะเสน ตอนนี้ เพราะท่านต้องเดินขึ้นกระไดไปสอนเด็กคณะมัณฑนศิลป์ เป็นอาจารย์พิเศษ ก่อนจะเลี้ยวขึ้นกระได ท่านมักแวะดูผลงานเรียนสีน้ำของพวกเราบ่อย ๆ แม้ท่านจะไม่ได้สอนในคณะจิตรกรรมฯ หากท่านจบจากคณะจิตรกรรมฯ รุ่นเดียวกับอาจารย์ลาวัณย์ (ดาวราย) อุปอินทร์ อาจารย์นิพนธ์ ผลิตะโกมล และอาจารย์เปรื่อง เปลี่ยนสายสืบ อาจารย์เศวต เทศน์ธรรม..ฯลฯ

จำได้ว่าตอน เรียนอยู่ปี ๒ - ปี ๓ พวกเพื่อน ๆ ที่เรียนร่วมห้อง ชอบชวนกันยกโขยงไปหาอาจารย์อวบที่ไทยทีวีช่อง ๔ บางขุนพรหมเนือง ๆ ตอนนั้นท่านทำงานประจำอยู่ที่นั่น ทำฉาก และงานช่างอะไรต่อมิอะไรสารพัด มีศิลปากรรุ่นอาวุโสที่ทำอยู่ที่เดียวกันอีกท่านหนึ่ง คือ พื่บุญถึง ฤทธิ์เกิด

ที่ทำงานของท่าน เป็นห้องแคบ ๆ ยาว ๆ มีสะดึงรูปเขียนพิงทับถมกันอยู่มากมาย รวมทั้งฉากโทรทัศน์อีกก่ายกอง รอบ ๆ โต๊ะทำงานมีรูปเขียนที่เสร็จเรียบร้อยแล้วแขวนอยู่เรียงรายรอบ ๆ

ข้าพเจ้าชอบรูป คนที่ท่านเขียนมากที่สุด โดยเฉพาะรูปผู้หญิง แต่ท่านก็เขียนรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น รูปทิวทัศน์ และหุ่นนิ่ง ซึ่งไม่พ้นไวโอลิน เพราะนอกจากจะเขียนรูปแล้ว ท่านยังรักการสีไวโอลินเป็นงานอดิเรก ที่เห็นจนเจนตา คือ อาจารย์อวบ สาณะเสน ยืนสีไวโอลินอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลขาหยั่งที่มีรูปเขียนที่ยังเขียนไม่เสร็จตั้ง ค้างอยู่บนนั้น ท่านคงจะเขียนรูปคลอ ๆ ไปกับการสีไวโอลินเป็นแน่

ต่อมาท่านได้ สมรสกับคุณวิสุตา หัศบำเรอ เพื่อนรักร่วมชั้นเรียนในคณะจิตรกรรมฯ มาด้วยกันกับข้าพเจ้า ยิ่งทำให้มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับท่านมากขึ้นอีก

ท่านได้ให้คำแนะ นำและแง่คิดในการทำงาน มิใช่แต่เรื่องเขียนรูป การใช้สีใช้พู่กันอย่างเดียว ที่ท่านมักเอ่ยอยู่เสมอ คือ ความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นช่าง และมี "เครื่องอยู่" อันงดงามเป็นสัมมาอาชีวะ

ในช่วงที่ลูก ๆ